ห๊าๆๆ

คันหัวยิกๆเลย

ญี่ปุ่น : หัวโต หัวโต ต้อมบอก ริมีเหา

หัวโต : เห้ยจริงดิ ไหนลองหาดูก่อนดิ เผื่อต้อมแกล้ง เชื่อไม่ค่อยได้หรอกรายนั้น

ญี่ปุ่น : จริงๆน่ะ ริรู้สึกคันหัวเลยอ่ะ สงสัยติดมาจากน้ำหอมแน่ๆ(หลานสาวชื่อน้ำหอม)

หัวโต : โหยยไม่จริงหรอก แต่ก่อนไม่เห็นคัน พอมีคนมาทักปุ๊บ รู้สึกคันขึ้นมาเลยเชียว

 

.........

 

เอาล่ะซิครับ หลานสาวเป็น แล้วนอนด้วยกันทุกคืนด้วย

จะบอกว่าปลอดภัยก็ไม่มีมติไว้วางใจอีก

ด้วยความกระวนกระวายของญี่ปุ่นเองนั้น

เธอถึงกับลงทุนไปซือ้หวีชนิดซี่ถี่ยิบ(ฮืออ) มาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

 (อือ ก็หวีซี่ถี่เค้าเอาไว้เพื่อการนี้แระไอ้ห่าน)

พอเตรียมอุปกรณ์เสร็จสรรพแล้ว(ก็มีแค่หวีอันเดียวเนี้ยแระ)

ญี่ปุ่นจัดการ"ส่าง"ครับ อือ ถูกต้องแล้ว

 เธอใช้คำว่า ส่าง จริงๆ ฟังดูจะฮาร์ดคอร์ไปหน่อย

 แต่ถ้าเปรียบกับหน้าตาอันหวานเยิ้มของญี่ปุ่นแล้วไซ้ร

คำนี้ ดูหน้อมแหน่ม ขึ้นมามากเลยทีเดียว(หุหุ กูชมเองเลย)

หลังจากภาระกิจ ส่าง ไปได้ซักพักใหญ่ๆ ก็ไม่มีการปรากฏตัวของ

เหา ตัวต้นเหตุเลยแม้แต่ตัวเดียว

 

 

ญี่ปุ่น : เย้ ดีใจ ไม่มีเหา

หัวโต : แล้วยังคันอยู่หรือเปล่าล่ะ

ญี่ปุ่น : ฮึ ไม่คันแล้ว แต่เมื่อกี้ยังคันอยู่เลย อิอิ

หัวโต : ...!!!

 

 

ยัง ยังไม่จบแค่นั้น ไหนๆก็ ส่างตัวเองเป็นที่พึงพอใจในระดับหนึ่งแล้ว

 ลองเรียกหลานสาวผุ้มีผิวพรรณผุดผ่องเป็นยองใย ขึ้นมา ส่าง อีกคนแล้วกัน

 ว่าแล้วก็ยื่นมือเหล็ก

(คือ นิ้วหัก ดามเล็กไว้ 3 เดือนกว่าเข้าไปแระ ยังไม่มีทีท่าว่าจะติดกันเลย เฮ้ออ ซนจริง)

หมับไปที่หัวหลานสาวอย่างไว เสียงหวีเสียดสีกับเส้นผมอันดำขลับ

เสียงดัง แคร๊กกกกกก....แคร๊กกกกกกกก

 

เวลาผ่านไป นิสนึง....

 

จำนวน เหา ที่เจ้าพนักงานได้นับแล้วมีทั้งหมดเกือบๆ 30 ตัวกันเลยทีเดียว

โอ้ววว.... บร๊ะเจ้า นี้ถ้ามีทุนหน่อยกูเปิด สวนเหา

ได้เลยน่ะเนี้ย(คล้ายๆกับ สวนสัตว์ นั้นแระ)

หรือถ้าว่างจัดกูเปิดเป็นนิทรรศการเล็กๆได้เลยน่ะเออ

หัวโตที่นั่งรับฝั่งอยู่ เริ่มมีอาการคันหัว

และแน่นอน ญี่ปุ่นที่นั่งส่างอยู่เองนั้น เกาหัวตัวเองเล็บแทบหลุด

จะบ้ากันหรือเปล่าล๊า..... หัวญี่ปุ่นกะหัวกูไม่ได้มีเหากันซ่ะหน่อยเลยยยยยยย

 พวกมึงจะคันไปไหนเนี้ยยยย

 

:แล้วทำไมรู้สึกคัน ล่ะ:

 

เอ่อ เอาล่ะครับ เกิดประเด็นซิคับ

เคยมั้ยท่านอาจโชคดีได้เห็นหรือรับชมบุคคลที่ สอง หรือ สาม ได้รับอันตราย เช่น หัวแตก ต่อหน้าต่อตา(ย้ำว่า ต่อหน้าต่อตา) ท่านจะเกิดความรู้สึก ซี๊ดดดดดดด ขึ้นมาทันทีทันใด รู้สึกจิ๊ดขึ้นหัวกันเลยทีเดียว ทั้งที่เกิดมาอาสัยออกซิเจนบนโลกประทังชีวิต จนถึงวันนี้ ท่านก็ไม่เคยหัวแตกเลย แม้แต่ครั้งเดียว แล้วมึงจะซี๊ดทำไมกัน ไอ้เหี้ยนั้นแตก ไม่ใช่มึง มันนู้นที่ควรซี๊ด โอเค่

ผู้เล่า(อย่างกู)เคยประสบเหตุมากับตัวเองแล้ว(โหดกว่าที่ยกตัวอย่างข้างบนเยอะ)

เมื่อครั้งที่อายุอานามยังไม่ล่วงเลยมาถึงขนาดนี้ เคยได้รับชมสารคดีเกียวกับสัตว์ ช่อง Animal Planet พิธีกรชายรูปงามแขนล่ำเป็นมัดๆผิวสีน้ำตาลไหม้ (อือ เอาเข้าไปมึง) กำลังร่ายบทที่เพิ่งท่องจำมาก่อนหน้านี้ไม่กี่นาที พูดอะไรมากูก็ฟังไมรู้เรื่องหรอกไอ้สัส โตจะเป็นควายอยู่แล้ว แม่มพูดภาษาไทยก็ไม่ได้(นี่หรือคือปัญญาชน ฮึๆ)ว่าไปนั้นเลยกู

ฉากหลังของพิธีกรต่างด้าวรายนี้คือ บรรดาฝูงควายป่าหลายสิบตัว กำลังทำกิจกรรมประจำวันของพวกมันตามปกติ (ซึ่งอันนี้ก็ไม่รู้ว่าปกติแล้วมันทำอะไรกันบ้าง)  

บ้างก็เล็มหญ้า บ้างก็ตัวเป็นดาราจำเป็น (ผิวสีซ่ะด้วยพวกมึง)

และทันใดนั้นเอง!!!!!!!

สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น

ไม่มีใครนัดหมายหรือเตรียมการรับมือใดๆมาก่อน

แมลงวันหัวเขียวตัวบักเอ๊ก บินว่อนมาเกาะโหนกแก้มสีแดงเข้มของพิธีกรพูดไทยไม่ได้รายนี้(ไม่รู้เค้าเอามันมาเป็นพิธีกรได้ไง พูดไทยก็ไม่รู้เรื่อง กูยังติดใจ) หมับเข้าให้ ฮึๆ หัวนี่เขียวอี๋เลย ไอ้ตากล้องมึงนี่ก็ชั่งซูมไปได้ เอาซ่ะเห็นหนวดมันทุกเส้นเลย นี่ถ้ากูไม่เห็นควายป่าฝูงนั้นอยู่ก่อนล่ะก็ กูนึกว่า วันนี้พวกมึงเสนอเรื่อง ไอ้หัวเขียวนี้ซ่ะแล้วน่ะ

:บัดซบ !!!!! ผมกระแอมออกมาเป็นคำพูด ในใจคิดอยากจะเอาหนังยางไปดีดไอ้หัวเขียวนี้ให้รู้แล้วรู้รอด และก่อนที่จะดีด ผมอยากจะหายใจออกแรงๆให้ขนจมูกเสียดสีกันออกมาเป็นเสียงว่า : ไปตายซ่ะ  ปิ้วว!!!!

:จากแก้มซ้าย ย้ายไปแก้มขวา โอ้วว...จะเพลิดเพลินอะไรขนาดนั้น:

ในทันใดนั้นเองผมเริ่มสังเกตถึงพฤติกรรมตัวเองว่า กำลังรู้สึกรำคาญไอ้หัวเขียวนี้ถึงขนาด เผลอขยับแก้มตัวเอง เผื่อว่ามันจะบินหนีไป เผลอเอามือขึ้นมาเกา เพราะมันรู้สึกจักกะจี้ อือ มันจักกะจี้ จริงๆน่ะเออ

ในตอนนั้นผมไม่อาจทราบได้เลยว่า อัตราประชากรโลกเหลือบตาดูสารคดีชุดนี้อยู่กี่ล้านคน อยากรู้จริงๆว่า พวกเค้าเหล่านั้น รู้สึกเหมือนผมหรือเปล่า แล้วในใจก็คิดไปถึงว่า เวลาผมยกมือไปเกาที่แก้มตัวเอง ไอ้หัวเขียวมันรู้สึกอยากโบยบินหนีห่างไปจากแก้มไอ้ต่างด้าวนั้นหรือเปล่า (หรือมึงปล่อยให้กูคิดอยู่คนเดียว)

เวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้วผมมิอาจล่วงรู้ เพราะจิตใจจดจ่ออยู่กับไอ้หัวเขียวนี้ซ่ะจนกลับมาคิดภายหลังว่ามันอาจกำลังสะกดจิตผมอยู่ก็เป็นได้ (ไอ้ห่านเอ้ย คิดไปนั้นเลยมึง) มันยังคงปักหลักยึดพื้นที่โฆษณาที่ดีที่สุดในโลก (ก็แหง๋ล่ะ โหนกแก้มพิธีกรเลยมึง) เป็นที่มั่นโดยไม่มีการรู้ได้เลยว่า มันจะโยกย้ายถิ่นฐานไปเมื่อใด แล้วที่สำคัญ :ไอ้พิธีกรเวรนี้ มึงก็ไม่ไล่มันไปซักทีล่ะเว้ยเห้ยยยยยย กูจักกะจี้: กูเกาแก้มกูจนเลือดซิบแล้วเนี้ยยย สาดดดด

พอกันทีกูทนต่อไปไม่ได้แล้ว หลังจากที่ได้รับการทรมานทางด้านจิตใจอยู่นานผมเลยตัดสินใจ กดเปลี่ยนช่องมันเสียเลย สัส: อีกหนึ่งคำสบถ ที่หลุดออกมาอย่างตั้งใจ ห๊าๆๆ ทีนี้ไอ้หัวเขียวนั้นก็ไม่ทำให้กูจักกะจี้อีกต่อไป

:แล้วกูจะรู้สึกแบบนั้นไปทำไมกัน:

มันคันจริงๆน่ะเธอว์

ยิกๆเลยแระ

อันนี้ผมได้รับการรับรองมาจากกรมอนามัยแห่งโลกว่า ทุกคนล้วนแต่เคยรู้สึก (หรือให้กูคิดไปเองอีกแล้ว)

หรือนี้จะเป็นเพียงแต่ "การคิดไปเอง"  อ่ะแน่นอน ใช้คำนี้บัญญัติได้ถูกต้องเลยล่ะ ขัอมูลข้างต้นนี้ล้วนแต่เกิดขึ้นจริงแต่เป็นเรื่องธรรมดาๆ บ้านๆ พื้นๆ สิวๆ จิ๊บๆ ห่านๆ เห้ๆ  แต่ท่านหารู้ไม่ว่าสิ่งที่ผมกล่าวมาแล้วนี้และอาการที่ทุกคนล้วนอาจเคยเกิดขึ้นกับตัวเองแล้วนั้น แท้จริงแล้ว มันอาจนำไปสู่โรค ใช่แล้วครับ โรค

ผ่างงง!!!

โรคที่ว่านี้ก็คือ "โรค คิดไปเอง"

ป๊าบบ!!!!

ไอ้หัวโต ตีเข่าตัวเองฉาดใหญ่ ดั่งกับการได้ค้นพบข้อมูลอันยิ่งใหญ่และได้เปิดเผยมันออกสู้สายตาชาวโลกด้วยตัวมันเอง

 

แต่เปล่าเลย โรคนี้ถูกบัญญัติ ขึ้นจริง แล้วก็มีจริงด้วย ในหมวดหมู่ของ โรคจิตเวชชนิดหนึ่งครับท่านผู้อ่าน ฮึๆ

อยากรู้กันหรือเปล่าล่ะ อ่ะฮ่า (ไม่มีใครอยากหรอกครับกูพูดอยู่คนเดียว) ผมล่ะคนนึงที่อยากรู้ (อืมอย่างน้อยก็มีกู) สงสัยกันมานานแระไอ้ความรู้สึกแบบนี้ หรือการคิดไปเองแบบนี้มันเกิดมาจากอะไร แล้วทำไมมันถึงได้รับการเรียกว่า โรค ด้วยล่ะ

นับแต่นี้ต่อไปการสงสัยหรือไม่เข้าใจเรื่องใดก็ตาม ผมจะไม่ปล่อยผ่านเลยไปเหมือนกับตดที่แทรกผ่านซอกตูดออกมาทำลายชั้นบรรยากาศของโลกอันเป็นเหตุผลนึงที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนอีกต่อไป ฮู่เร่!!!

 

โรคคิดไปเอง  ค้นไปค้นมาก็ได้ข้อมูลมาประมาณนึงแหละครับ

น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เอาเป็นว่า ผมจะมาต่อกันในเอนทรี่หน้าแล้วกัน เพราะนี้มันยาวมากแล้ว ถึงจะไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่ก็เหอะ วันนี้ก็ดึกมากแล้วด้วย ญี่ปุ่นหลับปุ๋ย น้ำลายยืดจนหมอนข้างเปียกไปครึ่งแล้ว ตอนนี้ผมก็รู้สึกปวดหลังด้วยแหะ เอ๊ะหรือว่ากูจะคิดไปเอง เหอะๆ ไม่หรอกครับ กูปวดจริงๆ

จบกันแบบดื้อๆเนี้ยแหละ

ฟิ้วววว~~~~~~

 

 

 

ปล. :กราบประทานโทษท่านที่ได้มาแสดงความคิดเห็นเอนทรี่นี้ แล้ว งงว่าข้อความตัวเองหายไปไหน 
       คือนั้นเป็นเอนทรี่แรกของผม แต่เนื่องจากเกิดการผิดพลาดในการแต่งบลอกผมเลยย้ายจาก
       บลอกนั้นมาอาศัยบลอกนี้ โอเคนะครับ
       

Comment

Comment:

Tweet

แวะมาขอบคุณครับ... confused smile open-mounthed smile